ความผูกพันทางสังคมกับการเล่นพนันออนไลน์ของนักเรียน กรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
ความผูกพันทางสังคม, พฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์, นักเรียน, กรุงเทพมหานครบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ของนักเรียน กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบการเล่นพนันออนไลน์ของนักเรียน กรุงเทพมหานคร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของความผูกพันธ์ทางสังคมกับพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ของนักเรียน กรุงเทพมหานคร และ 4) เพื่อศึกษาความผูกพันทางสังคมที่มีผลต่อการกระทำผิดหรือการเล่นพนันออนไลน์ของนักเรียน กรุงเทพมหานคร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียน ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 350 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การเก็บแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าความถี่ (Frequencies) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตัวแปร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (t-Test) สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างตัวแปรมากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไป (F-Test) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Regression) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ อยู่ในระดับน้อยที่สุด คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.76 โดยเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างคิดว่าการรู้สึกผิดกับการเล่นพนันออนไลน์และสิ่งที่ตามมาภายหลังการเล่นพนันออนไลน์มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.99 รองลงมาคือการหวนกลับไปแก้มือเสมอ เพราะหวังว่าจะได้ทุนคืนโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.91 กลุ่มตัวอย่างมีระดับความผูกพันทางสังคมอยู่ในระดับมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.57 กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ เพศ ระดับการศึกษา ความเป็นอยู่ และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความผูกพันทางสังคมกับพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์ โดยภาพรวมมีระดับความสัมพันธ์น้อยที่สุด โดยไปในทิศทางตรงกันข้าม (r = -0.027) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเล่นพนันออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มากที่สุดคือ ด้านครอบครัว รองลงมาคือ ด้านศาสนา และด้านสังคม


